Patsaraporn's Blog

ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘ข่าวสารในวงการวิทย์ฯ’

ใช้ภาพสแกนสมอง บอกได้ว่าความจำเราคืออะไร

Posted by yuserious บน 2010/03/24

นักวิจัยอังกฤษใช้ภาพสแกนสมองทำนายว่า เราคนกำลังคิดอะไรอยู่ ทดลองในอาสาสมัคร 10 คน ให้ชมคลิปกิจวัตรประจำวันหลายๆ รูปแบบ แล้วสแกนสมองว่ากำลังคิดถึงคลิปไหน คาดจะนำไปสู่แนวทางรักษาผู้ป่วยที่สูญเสียความทรงจำ
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (University College London) อังกฤษ ได้ทดลองกับอาสาสมัคร 10 คน โดยให้ชมคลิปสั้น เกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันทั่วไป 3 เรื่อง เช่น การส่งจดหมาย การโยนถ้วยกาแฟลงถังขยะ เป็นต้น จากนั้นให้อาสาสมัครนึกถึงคลิปแต่ละเรื่อง ระหว่างการสแกนสมองด้วยเครื่องเอ็มอาร์ไอ (MRI) ที่ออกแบบพิเศษ ซึ่งสามารถบันทึกกิจกรรมที่เกิดขึ้นสมองแล้วนำไปวิเคราะห์ต่อด้วยโปรแกรมทาง คอมพิวเตอร์ได้

นักวิจัยอังกฤษพบว่าภาพสแกน สมองบอกได้ว่าคนๆ นั้นนึกถึงความทรงจำไหน (บีบีซีนิวส์)

ผลจากการศึกษานั้น สำนักข่าวบีบีซีนิวส์ระบุว่า อัลกอริทึมของโปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถทำนายได้จากกิจกรรมบนสมอง ว่าคลิปใดที่อาสาสัมครกำลังนึกถึง ซึ่งทีมวิจัยระบุว่า นี่เป็น ครั้งแรกที่การสแกนสมองสามารถจำแนกความทรงจำในเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ โดยก่อนหน้านี้ทีมวิจัยได้แสดงให้เห็นว่าการสแกนสมองสามารถทำนายกระบวนการ คิดที่ซับซ้อนน้อยกว่าได้ นั่นคือ การจำแนกสี วัตถุและสถานที่

หากแต่การระลึกความทรงจำ (Recall) นั้นเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนกว่า สำหรับการศึกษาครั้งใหม่นี้ทีมวิจัยได้ต่อยอดจากการศึกษาก่อนหน้า ซึ่งการวิจัยก่อนหน้านี้นักวิจัยสามารถใช้ผลสแกนคอมพิวเตอร์ระบุได้ว่า อาสาสมัครยืนอยู่ในตำแหน่งไหนของห้องเสมือนจริง และคาดว่าการศึกษาครั้งใหม่นี้จะนำไปสู่การพัฒนาวิธีบำบัดการสูญเสียความจำ

“ในการทดลองของเราก่อนหน้านี้ เราสนใจความทรงจำพื้นฐานเกี่ยวกับตำแหน่งของแต่ละคนในสิ่งแวดล้อมต่างๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ การศึกษาความจำเหตุการณ์ (episodic memory) ซึ่งเป็นความจำที่เกิดขึ้นทุกวันและมีความซับซ้อน และเป็นความจำที่มีข้อมูลมากขึ้นว่าเราอยู่ตรงไหน กำลังทำอะไรและรู้สึกอย่างไร” ศ.เอลีนอร์ มากัวร์ (Professor Eleanor Maguire) จากศูนย์ภาพถ่ายประสาทเวลล์คัมทรัสต์ (Wellcome Trust Centre for Neuroimaging) มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอนกล่าว

ด้าน ริชาร์ด มอร์ริส (Richard Morris) ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยา จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ (University of Edinburgh) อังกฤษ ชื่นชมกับงานวิจัยนี้ พร้อมทั้งกล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้เป็นความก้าวหน้าจากวิธีการวิเคราะห์ภาพถ่ายสมองแบบเดิมๆ และเป็นผลงานที่ทรงคุณค่าอย่างแท้จริง ซึ่งทีมวิจัยไม่ได้สนใจเพียงความเข้มของสัญญาณ แต่ยังสนใจรูปแบบกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริงทั่วสมอง

อย่างไรก็ดี ศ.มอร์ริส กล่าวว่าการสแกนสมองในส่วนความจำนั้น เป็นไปได้ที่ครั้งแรกจะจำแนกความแตกต่างระหว่างความจำหนึ่งออกจากอีกความจำ ได้ แม้ว่าความจำทั้งคู่ต่างมีความเข้มพอๆ กัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะบอกได้จริงๆ สิ่งที่คนเราคิดนั้นคืออะไร

อัลกอริทึมของคอมพิวเตอร์ ไม่ได้อ่านความจำได้จริงๆ หากแต่เพียงแยกความจำหนึ่งออกจากความจำหนึ่ง แต่การค้นพบนี้ก็นำไปสู่การพัฒนาที่น่าสนใจในวงกว้างได้ ซึ่งก้าวต่อไปคือการศึกษาลงลึกถึงจิตใจ อย่างเช่นจำแนกความจำที่แท้กับความจำลวงๆ หรือความจำที่เพิ่งเกิดขึ้นกับความจำเมื่อนานมาแล้ว” ศ.มอร์ริส กล่าว

ทีมวิจัยกล่าวว่า งานวิจัยของพวกเขาครั้งนี้ จะนำไปสู่ความเข้าใจว่า ความจำนั้นก่อตัวและถูกระลึกขึ้นมาได้อย่างไร พวกเขายังหวังอีกว่า งานวิจัยนี้จะช่วยพัฒนาการบำบัดผู้คนที่สูญเสียความจำจากอายุที่มากขึ้น และการได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง

งานวิจัยนี้น่าสนใจ เพราะได้บอกกับเราว่าความจำนั้นถูกเก็บและระลึกขึ้นได้ในคนที่มีสุขภาพปกติ อย่างไร แม้ว่ามันไม่สัมพันธ์โดยตรงกับการศึกษาปัญหาความจำ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการของโรคจิตเสื่อม (dementia) แต่วิธีที่พัฒนาขึ้นนี้จะช่วยเราในระยะยาวให้ค้นพบความจริงว่า เกิดอะไรที่ผิดปกติขึ้นในสมอง ซึ่งพัฒนาไปสู่โรคที่เป็นสาเหตุของโรคจิตเสื่อม” ดร.ซูแซนน์ โสเรนเซน (Dr. Susanne Sorensen) หัวหน้างานวิจัยของสมาคมโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Society) แห่งสหราชอาณาจักรกล่าว

ที่มา-ผู้จัดการออนไลน์

เขียนแล้วใน ข่าวสารในวงการวิทย์ฯ | Leave a Comment »

เผยผลตรวจดีเอ็นเอ “ตุตันคาเมน” ไม่ใช่โอรสแห่งราชินีเนเฟอร์ติตี

Posted by yuserious บน 2010/03/24

นักอียิปต์วิทยาเผยข้อมูลใหม่แห่งราชวงศ์ไอ ยุปต์ ผลดีเอ็นเอชี้ “ฟาโรห์ตุตันคาเมน” สิ้นพระชนม์ด้วยโรคมาลาเรียตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และไม่ใช่พระโอรสของพระนางเนเฟอร์ติตีผู้โด่งดัง แต่เป็นพระขนิษฐาของฟาโรห์ผู้เป็นพระบิดา

บรรยากาศการแถลงข่าวผลการพิสูจน์ดีเอ็นเอและซีทีสแกนพระศพของฟาโรห์ตุตันคา เมน ที่พิพิธภัณฑ์อียิปต์ เมื่อวันที่ 17 ก.พ.53 ซึ่งมีสื่อมวลชนจำนวนมากให้ความสนใจร่วมรายงานข่าวการค้นหาอดีตแห่งดินแดนไอ ยคุปต์ (เอเอฟพี)

มีข้อค้นพบใหม่ๆ เกี่ยวกับฟาโรห์ “ตุตันคาเมน” (Tutankhamun) มาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุดผลการพิสูจน์ดีเอ็นเอ และการทำซีทีสแกนพระศพบ่งชี้ว่า ยุวกษัตริย์แห่งอียิปต์พระองค์นี้สิ้นพระชนม์ด้วยโรคมาลาเรีย ไม่ใช่ถูกปลงพระชนม์อย่างที่เคยเชื่อกันมาก่อนหน้านี้

อีกทั้งยังพบว่า ตุตันคาเมนมีอาการเท้าแปข้างหนึ่งด้วย ซึ่งซาไฮ ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) นักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญด้านอียิปต์วิทยา แถลงต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมา ณ พิพิธภัณฑ์อียิปต์ (Egyptian museum) ในกรุงไคโร

พระพักตร์ของฟาโรห์ตุตันคาเมน (เอเอฟพี)

ฮาวาสส์เปิดเผยว่า พบร่องรอยการบาดเจ็บบริเวณด้านหลังของกะโหลกศีรษะของฟาโรห์หนุ่ม ซึ่งเป็นหลักฐานให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าพระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ แต่ที่จริงแล้วร่องรอยดังกล่าวเกิดขึ้นจากการแต่งพระศพ

เราพบหลักฐานจากดีเอ็นเอที่พิสูจน์ว่า พระองค์ได้รับเชื้อโรคมาลาเรียอย่างรุนแรง พระองค์ประชวร พระวรกายไม่แข็งแรง และต้องใช้ไม้เท้าช่วยเดิน เมื่อพระองค์มีพระชนมายุ 19 พรรษา และได้รับเชื้อมาลาเรีย พระองค์ทรงลื่นล้ม ซึ่งเราอาจไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรแน่ บางทีอาจลื่นล้มในห้องน้ำก็เป็นได้” ฮาวาสส์เผย

“เมื่อพระองค์ทรงลื่นล้ม และพระวรกายที่อ่อนแอเนื่องจากโรคมาลาเรีย จึงเป็นเหตุให้พระองค์สิ้นพระชนม์ก่อนวัยอันควร” ฮาวาสส์ กล่าว ซึ่งนักอียิปต์วิทยาสันนิษฐานว่าฟาโรห์ตุตันคาเมนสิ้นพระชนม์ในขณะมีพระชนมา ยุได้เพียง 19 พรรษา หลังจากปกครองอียิปต์ได้เพียง 10 ปี ตั้งแต่ช่วง 1333-1324 ปีก่อนคริสต์ศักราช และในเวลานั้นพระองค์อาจกำลังมีรัชทายาท เนื่องจากผลการพิสูจน์ศพของทารก 2 ศพ ที่พบในสุสานของพระองค์พบว่ามีเชื้อสายของฟาโรห์ตุตันคาเมน และน่าจะเกิดจากพระชายาอัคเซนปาอามุน (Ankhsenpaamon)

ทีมนักวิจัยยังได้นำผลการตรวจดีเอ็นเอของฟาโรห์ตุตันคาเมนและมัมมี อื่นๆ รวม 11 ศพ ที่พบในสุสาน มาร่างเป็นแผนภูมิลำดับเครือญาติ ซึ่งแสดง ให้เห็นชัดเจนว่าพระบิดาของตุตันคาเมนคือฟาโรห์อาเคนาเตน (Akhenaten) ที่ปกครองอียิปต์ในช่วง 1351-1334 ปีก่อนคริสต์ศักราชอย่างแน่นอน

พระศพของฟาโรห์อเคนาเตน พระบิดาแห่งฟาโรห์ตุตันคาเมน (เอเอฟพี)

นอกจากนั้น มัมมี่ที่เคยพบในหลุมศพที่ 55 ของหุบผากษัตริย์ (Valley of Kings) ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นร่างของบุคคลใด แต่ล่าสุดทีมวิจัยสามารถระบุได้แล้วว่าร่างดังกล่าวคือพระศพของราชินีตียี (Queen Tiye)

ส่วนมัมมีอีกร่างหนึ่งที่ก่อนหน้านี้ระบุไม่ได้เช่นกัน แต่รู้จักกันในนาม “หญิงสาวผู้อ่อนเยาว์” (Younger lady) ซึ่งถูกค้นพบในหุบผากษัตริย์เมื่อปี 1898 โดยนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส บัดนี้ได้รับการยืนยันแล้วว่าคือร่างของพระมารดาที่แท้จริงของฟาโรห์ตุตันคา เมน ซึ่งล้มล้างทฤษฎีเดิมที่ว่าตุตันคาเมนเป็นพระโอรสของพระนางเนเฟอร์ติตี (Queen Nefertiti) ทว่ายังไม่มีผู้ใดทราบพระนามของพระนาง

“พระนางเป็นพระธิดาในฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 (Amenhotep III) และราชินีตียี ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นพระนางเนเฟอร์ติตี” ฮาวาสส์ กล่าว ฉะนั้นพระมารดาของฟาโรห์ตุตันคาเมนก็คือพระขนิษฐาของฟาโรห์อเคนาเตน ซึ่งก็คือพระบิดาของตุตันคาเมนนั่นเอง ซึ่งการแต่งงานระหว่างพี่กับน้องไม่ใช่เรื่องผิดปกติของราชวงศ์แห่งไอยคุปต์

“ข้อมูลนี้ทำให้เราได้ข้อมูลด้านใหม่ของราชวงศ์แห่งไอยคุปต์ หลังจากที่ไม่สามารถมีพระโอรสกับพระนางเนเฟอร์ติตี มเหสีเอก และเจ้าหญิงกียา (Kiya) พระชายาอีกพระองค์ได้ ฟาโรห์อเคนาเตนก็ทรงได้พระขนิษฐาของพระองค์เป็นพระชายาอีกพระองค์หนึ่ง ซึ่งให้กำเนิดพระโอรสในเวลาต่อมา” มาร์ค กาบอร์ด(Marc Gabord) นักอียิปต์วิทยาชาวฝรั่งเศส ผู้เชี่ยวชาญด้านฟาโรห์ตุตันคาเมน กล่าวในเอเอฟพี

ที่มา-ผู้จัดการออนไลน์

เขียนแล้วใน ข่าวสารในวงการวิทย์ฯ | Leave a Comment »

ศึกษา “พิษแมงป่อง” ทางเลือกยาแก้ปวดแทนมอร์ฟีน

Posted by yuserious บน 2010/03/24

นักวิจัยอิสราเอลศึกษา “พิษแมงป่อง” สารเคมีที่เป็นพิษต่อระบบประสาท อาจเป็นทางเลือกยาแก้ปวดแทน “มอร์ฟีน” สารเคมีมีพิษและมีฤทธิ์ทำให้เสพติด ด้วยศักยภาพที่มีโปรตีนกว่า 300 ชนิดเฉพาะต่อประสาทรับรู้ความเจ็บปวด

ศ.ไมเคิล กูเรวิทซ์ (Prof.Michael Gurevitz) จากภาควิชาพืชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ (Tel Aviv University) ประเทศอิสราเอล ได้สืบหาวิธีใหม่ในการพัฒนานวัตกรรมยับยั้งความเจ็บปวด จากองค์ประกอบเคมีทางธรรมชาติ ซึ่งพบในพิษของแมงป่อง

พิษแมงป่องอาจเป็นทางเลือกยาแก้ เจ็บปวดแทนมอร์ฟีน

เขากล่าวว่า องค์ประกอบเหล่านี้ ได้ผ่านวิวัฒนาการยาวนานหลายล้านปี โดยบางองค์ประกอบแสดงถึงประสิทธิภาพสูง และมีความจำเพาะเจาะจงต่อองค์ประกอบที่มีอยู่ในร่างกายโดยไม่มีผลข้างเคียง สารพิษเปปไทด์ซึ่งพบในพิษแมงป่อง ทำอันตรกริยาต่อช่องสัญญาณโซเดียมในระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และบางช่องสัญญาณโซเดียมนี้สื่อสารกับความเจ็บปวด

“ร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีช่องสัญญาณโซเดียม 9 ช่องสัญญาณ ซึ่งมีเพียงชนิดย่อยชนิดเดียวที่นำส่งความเจ็บปวดสู่สมองของเรา เราพยายามที่จะเข้าใจว่าสารพิษในพิษแมงป่องนั้น ทำอันตรกริยากับช่องสัญญาณโซเดียมในระดับโมเลกุลอย่างไร สารพิษบางตัวมีความแตกต่างต่อช่องสัญญาณย่อยอย่างไร” ไซน์เดลีระบุคำอธิบายของ ศ.กูเรวิทซ์

ศ.กูเรวิทซ์อธิบายว่า หากเราหาคำตอบนี้ได้ เราก็อาจะปรับเปลี่ยนสารพิษเหล่านี้ได้บ้าง เพื่อทำให้สารพิษนี้มีศักยภาพและจำเพาะต่อความเจ็บปวดที่เชื่อมต่อช่อง สัญญาณโซเดียม และวิศวกรเคมีจะคำนวณหาวิธีเลียนแบบพิษแมงป่องได้ ซึ่งจะทำให้เราได้นวัตกรรมยับยั้งความเจ็บปวด ที่มีความจำเพาะสูงและไม่มีผลข้างเคียง

ในงานวิจัยของเขา ศ.กูเรวิทซ์ได้พุ่งเป้าเข้าไปที่การศึกษา “แมงป่องเหลือง” (yellow scorpion) ของอิสราเอล ซึ่งเป็นหนึ่งในแมงป่องที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก โดยในปริมาณพิษเพียงเล็กน้อยของแมงป่องนั้น มีเปปไทด์มากกว่า 300 ชนิด ซึ่งเหตุผลที่เขาสนใจพิษแมงป่องชนิดนี้เพราะพิษที่ออกฤทธิ์นั้น ผ่านการคัดเลือกจากธรรมชาติให้มีความหลากหลายมาเป็นเวลาหลายร้อยล้านปี

ระหว่างกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาตินี้ สารพิษบางตัวได้มีวิวัฒนาการให้มีขีดความสามารถที่มีผลกระทบโดยตรงต่อช่อง สัญญาณโซเดียมชนิดย่อย ในขณะที่สารพิษตัวอื่นๆ จำเพาะและมีผลกระทบต่อช่องสัญญาณโซเดียมของสัตว์ไม่มี่กระดูกสันหลัง อย่างเช่น แมลง เป็นต้น ซึ่งความหลากหลายในความจำเพาะต่อการออกฤทธิ์นี้ จะเป็นบทเรียนในการศึกษาว่าจะจัดการสารพิษโดยใช้เทคนิคพันธุวิศวกรรมอย่างไร ต่อไป

อย่างไรก็ดี ชาวจีนได้ใช้ประโยชน์จากพิษแมงป่องมานานหลายร้อยปีแล้ว โดยแพทย์แผนจีนซึ่งเป็นการแพทย์ทางเลือกอย่างหนึ่งนั้น ได้ใช้พิษแมงป่องในการรักษาบางโรค ด้วยความเชื่อว่าเป็นพิษที่มีคุณสมบัติบรรเทาปวดสูง และบางการศึกษายังแสดงให้เห็นว่า พิษแมงป่องสามารถนำไปใช้บำบัดโรคลมบ้าหมูได้

“เราศึกษาว่าพิษเหล่านี้จะให้ผลในการรักษาตามแบบแผนตะวันตกได้อย่าง ไร เพื่อดูว่าจะจะนำพิษนี้ไปประยุกต์ใช้เป็นยาระงับปวดที่มีศักยภาพได้อย่างไร” ศ.กูเรวิทซ์กล่าว

การค้นพบนี้อาจช่วยแก้หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดของวงการแพทย์ปัจจุบัน โดยความเจ็บปวดเป็นการตอบสนองเชิงกายภาพต่ออันตราย ความเจ็บปวดเชิงกายภาพ และสุขภาพย่ำแย่ และแพทย์ยังจำเป็นต้องลดความเจ็บปวดอันแสนสาหัสให้กับผู้ป่วย ซึ่งยาแอสไพรินไม่สามารถช่วยได้ ถึงทุกวันนี้ยาแก้ปวดที่มีองค์ประกอบของฝิ่นยังค่อนข้างได้ผล แต่ด้วยความเสี่ยงจากการใช้ยาแก้ปวดชนิดนี้ วงการแพทย์จึงพยายามที่จะหาทางเลือกอื่นแทน

“ยาชนิดใหม่นี้มีประโยชน์ต่อความเจ็บปวดจากไฟไหม้และอวัยวะขาดที่ รุนแรง ตลอดจนการใช้ในทางทหารและรับมือจากผลที่ตามมาเนื่องจากแผ่นดินไหวและภัย พิบัติทางธรรมชาติ แทนที่จะยืดเยื้อต่อความเสี่ยงในการติดยา ยาซึ่งเลียนแบบเปปไทด์เป็นพิษนี้จะทำงานตามวิถีทางที่ควรจะเป็น และผ่านส่วนต่างๆ ของร่างกายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยหรือผลข้างเคียง” ศ.กูเรวิทซ์กล่าว

ที่มา-ผู้จัดการออนไลน์

เขียนแล้วใน ข่าวสารในวงการวิทย์ฯ | Leave a Comment »

การหาค่าคงที่ของค่า Pi นั้นถูกทำลายสถิติแล้ว

Posted by yuserious บน 2010/03/24

นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ได้ยืนยันว่าสามารถคำนวนค่าคงที่ทางคณิตศาสตร์ ที่มีชื่อว่า Pi (π) ได้ใกล้เคียงถึง 2.7 ล้าล้านต่ำแหน่ง ๆ ซึ่งมากกว่าสถิติเดิมที่เคยมีมา นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อทำการคำนวนนี้ โดยใช้เวลาทั้งหมด 131 วันในการคำนวนและตรวจสอบผลว่าถูกต้องแค่ไหน ซึ่งค่า Pi ที่ได้ออกมานั้นต้องใช้ฮาร์ดดิสมากกว่า เทราไบต์ในการเก็บไว้

สถิติเดิมที่เคยทำได้นั้นใช้ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ในการคำนวน แต่วิธีใหม่นี้ทำให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม 20 เท่า ในสถิติเก่านั้น สามารถหาค่า Pi ที่มีความยาวว่า 2.6 ล้านล้านตัวเลข ในเดือนสิงหาคมปี 2009 โดยมหาวิทยาลัย Tsukuba ในญี่ปุ่น

การพยายามในการคำนวนจากศาสตร์ส่วนหนึ่งของคณิตศาสตร์ที่มีชื่อว่า arbitrary-precision arithmetic ซึ่งค่า Pi เป็นหนึ่งในศาสตร์ด้านนี้ การหาค่าทาง arbitrary-precision arithmetic ที่มีจำนวนตัวเลขขนาดใหญ่นั้นสามารถนำไปใช้จริงได้น้อยมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในการทดสอบอัลกอลิทึมหรือทดสอบคอมพิวเตอร์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือระบบการคำนวนที่ถูกสร้างขึ้นมาแล้วเอาไปทำประโยชน์ได้ มากมายได้

ที่มา-Foosci

เขียนแล้วใน ข่าวสารในวงการวิทย์ฯ | Leave a Comment »

ธาตุใหม่มีชื่อว่า “copernicium”

Posted by yuserious บน 2010/03/24

หลังจากการค้นพบมากว่า 13 ปี และได้ถูกเติมเข้าไปในตารางธาตุเมื่อสัปดาห์ก่อน ธาตุใหม่เลขทีj 112 ก็ได้รับการตั้งชื่อแล้ว โดยจะเรียกธาตุนี้ว่า “copernicium” และจะมีสัญลักษณ์ตัวย่อเป็น Cp ซึ่งชื่อนี้ตั้งเป็นเกียรติแก่นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ Nicolaus Copernicus

Nicolaus Copernicus

Copernicus เป็นคนที่สามารถสรุปได้ว่าดวงดาวนั้นหมุนรอบดวงอาทิตย์และสุดท้ายสามารถ พิสูจน์จนหักล้างความเชื่อที่ว่าโลกนั้นเป็นศูนย์กลางของจักรวาลได้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบธาตุใหม่นี้ได้เลือกชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ชาย ผู้ซึ่งสามารถเปลี่ยนมุมมองของโลกได้

สหภาพ เคมีบริสุทธิ์และเคมีประยุกต์นานาชาติ (IUPAC) จะรับรองธาตุใหม่อย่างเป็นทางการ 6 เดือนต่อครั้งเพื่อให้วงการวิทยาศาสตร์มีเวลาที่จะปรึกษาและให้คำแนะนำ นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์วิจัยไอออนหนักใน เยอรมันนี ได้ทำการค้นพบธาตุ copernicium ในการทดลองปฏิกิริยาฟิวชั่นในปี 1996

ซึ่งหลังจาก IUPAC ได้ทำการยืนยันการค้นพบธาตุใหม่อย่างเป็นทางการ นักวิจัยจึงมีความเห็นร่วมกันในการเสนอชื่อ เพราะต้องการให้เป็นเกียรติแก่นักวิทยาศาสตร์ที่มีความโดดเด่น

Nicolaus Copernicus เกิดเมื่อปี 473 ที่ตูรัน ประเทศโปแลนด์ งานค้นพบของเขาคือการที่พบว่าดวงดาวโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดการสนับสนุนที่มากมายต่อวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แล้วการค้นพบดังกล่าวนำไปสู่การค้นพบแรงโน้มถ่วง และนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าดวงดาว นั้นอยู่ห่างไกลอย่างไม่น่าเชื่อ และจักรวาลนั้นมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการได้ ภายใต้กฏ IUPAC ทีมงานไม่สามารถตั้งชื่อธาตุใหม่เป็นชื่อบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ได้

ที่มา-Foosci

เขียนแล้วใน ข่าวสารในวงการวิทย์ฯ | Leave a Comment »

การศึกษาแสดงให้เห็นว่าการเล่นเกมช่วยรักษามะเร็ง

Posted by yuserious บน 2010/03/24

เกมวิดีโอเป็นสิ่งบันเทิงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์แสดง ให้เห็นว่าเกมที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสามารถส่งเสริมพฤติกรรมที่ดีในผู้ป่วย มะเร็งในเด็ก ซึ่งช่วยส่งเสริมผลของการรักษาทางการแพทย์

ภาพวิดีโอเกม Re-Mission ภาพจาก physorg.com

รายงานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ลงวารสารการแพทย์ Pediatrics ที่ให้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ในการเติบโตของการพัฒนาผลิตภัณฑ์วิดีโอเกมที่เป็นด้านบวกและเทคโนโลยีที่ได้ รับความนิยมอย่างอื่นสามารถส่งเสริมสุขภาพได้

นักวิจัยพบว่าวิดีโอเกมมีผลต่อการรักษามะเร็งในวัยรุ่นมาก แต่จะมีผลก็ต่อเมื่อผู้ป่วยเล่นเกมเท่านั้น การศึกษาชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงวิธีการออกแบบเกมที่เป็นเครื่องใหม่ที่มี ประสิทธิภาพมาช่วยในการส่งเสริมการรักษาทางการแพทย์ โดยการขับดันพฤติกรรมที่มีสุขภาพดีของผู้ป่วยออกมา การศึกษาครั้งนี้ได้ประเมินผลกระทบของการเล่นเกมที่มีชื่อว่า Re-Mission จากบริษัท HopeLab โดยพัฒนามาให้เฉพาะเด็กและวัยรุ่นที่เป็นมะเร็ง และมีกุญแจสำคัญอยู่ที่พฤติกรรมและปัจจัยทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการ รักษามะเร็งที่ประวบความสำเร็จได้

ในเกม Re-Mission ผู้เล่นจะเป็นผู้บังคับหุ่นยนต์นาโนที่ชื่อว่า Roxxi และเดินทางไปตามร่างกายผู้ป่วยมะเร็ง จำลองเพื่อไปกำจัดเซลล์มะเร็งให้สิ้นซาก และต่อสู้กับผลข้างเคียงของมะเร็งและการรักษามะเร็ง

นักวิจัยได้วิจัยเกมนี้ในวัยรุ่นประเทศแคนาดา สหรัฐอเมริกาและออสเตเลีย จำนวน 375 คน ผู้ที่ร่วมเล่นเกมนี้จะรักษาระดับการรักษาด้วยสารเคมีในเลือกได้สูงมาก และมีภูมิคุ้มกันที่สูงขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เล่น ซึ่งนี้แสดงให้เห็นว่า เกมมีผลต่อระดับทางชีววิทยาและทำให้ผู้ป่วยเข้าใจมะเร็งมากขึ้นด้วย

ที่มา – Foosci

เขียนแล้วใน ข่าวสารในวงการวิทย์ฯ | Leave a Comment »

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.